Study the meaning and factors of development strategy, study development policies through development projects which have impact on local development.......................สำหรับนักศึกษาให้คลิ๊กที่ "ความคิดเห็น" จะปรากฏหน้าต่างที่มีช่อง "ฝากความคิดเห็นของคุณ" ให้พิมพ์ข้อความหรือคำถามในช่องนี้ จากนั้นขอให้ลงชื่อ สกุล ทะเบียนนักศึกษา ในบรรทัดต่อมา ก่อนเผยแพร่ฯ ให้เลือกข้อมูลประจำตัว ด้วยการคลิ๊กเครื่องหมายในช่องรูปวงกลม O ไม่ระบุชื่อ แล้วจึงคลิ๊ก "เผยแพร่ความเห็นของคุณ" ต่อไป
เกี่ยวกับฉัน
- อาจารย์ประวิทย์ฯ ( อาจารย์ต้อ ) ที่เด็กๆ และญาติสนิทมิตรสหายเรียกอีกชื่อว่า "ลุงโจ" หรือ "UNCLE JO"
- ที่อยู่ปัจจุบัน เลขที่ 200 ซอยลาดพร้าว 109 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น, เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 ติดต่อทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข 08 1849 1153, Thailand
- อาจารย์พิเศษระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ในวิชาความเสื่อมและพัฒนาการทางการเมือง (รัฐศาสตร์ : สาขาวิชาการเมืองการปกครอง) วิชาการสร้างสรรค์และการผลิตสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ (นิเทศศาสตร์ : สาขาวิชาการประสัมพันธ์) วิชาการรณรงค์การสื่อสารแบบบูรณาการ (นิเทศศาสตร์ : สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์) วิชาสื่อเพื่อการพัฒนา (นิเทศศาสตร์ : สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์) วิชายุทธศาสตร์การพัฒนา (รัฐศาสตร์ : สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น) และวิชาการบริหารการคลังสาธารณะและงบประมาณ (รัฐประศาสนศาสตร์ : สาขาการบริหารและการพัฒนาประชาคมเมืองและชนบท) รวมทั้งบรรยายในหลักสูตรบริหารธุรกิจในระดับปริญญาโท เรื่องความรู้เกี่ยวกับบรรษัทบริบาล หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) กับการประกอบธุรกิจทั่วไป
กระดานสนทนา
15 มกราคม 2552
14 มกราคม 2552
11 มกราคม 2552
กิจกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2552 ศูนย์การเรียนรู้ จังหวัดยโสธร
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายในการเรียนการสอนของวิชายุทธศาสตร์การพัฒนา (LD 713 Development Strategy) ของ นศ.ป.โท หลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ณ ศูนย์การเรียนรู้ จังหวัดยโสธร จึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนเย็นวันศุกร์ ที่ 9 มกราคม โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 1030 ออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 16:45 น. ถึงสนามบินอุบลราชธานีเวลา 18:55 น. โดยมีอาจารย์ผู้ประสานงานของศูนย์ฯ (อาจารย์ปานแก้ว และอาจารย์สุปราณี) เอารถไปรับที่สนามบิน ใช้เวลาเดินทางจากอุบลราชธานีถึงโรงแรมที่พักในยโสธรเวลา 19:55 น.ใช้เวลาขับรถเกือบ 2 ชม.เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนและไม่ต้องการให้ขับเร็วมากนัก ทันทีที่ถึงโรงแรมยโสธรออร์คิดการ์เด้นซึ่งใช้พักประจำเมื่อต้องมาสอนที่นี่ ทางพนักงานต้อนรับไจ้งว่ามีนักศึกษานำงานมาส่งไว้จำนวน 2 เล่ม เพราะได้แจ้งนักศึกษาให้นำรายงานของวิชานี้มาส่งในเวลา 20:00 น. แต่ยังขาดอีก 3 กลุ่มจากจำนวนทั้งหมด 5 กลุ่ม ระหว่างที่ต้องรอจึงเข้าไปรับประทานอาหารเย็นในห้องอาหาร จึงได้พบกับ นศ.ที่มารอส่งงาน ซึ่งกำลังให้เพื่อนไปเข้าเล่มรายงานอยู่ จนกระทั่ง 3 ทุ่มกว่าทุกกลุ่มจึงได้ส่งรายงานเรียบร้อย
จากนั้นได้เดินทางไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ของท่านปลัดชัยยาพรฯ ปลัด อบต.ทุ่งนางโอก หนึ่งใน นศ.รุ่น 3 ของศูนย์การเรียนรู้ จังหวัดยโสธร ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปจากอำเภอเมืองประมาณ 27 กม.ตามคำเชิญไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพียงแต่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากการบินไทยได้งดเที่ยวบินในตอนบ่าย จึงทำให้พลาดการชมหมอลำดั้งเดิมที่เจ้าภาพได้แจ้งข้อมูลให้ทราบว่าจะจัดให้มีขึ้นในวันดังกล่าวตอนหัวค่ำ แต่ก็ไม่เป็นไรยังได้ชมหมอลำซึ่งของบรรดาสาวน้อยวัยละอ่อน พร้อมกับได้เห็นความสามารถในการร้องหมอลำของปลัด อบต.หลายๆ ท่าน และความสนุกสนานรื่นเริงของชาวบ้านที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงของท่านปลัดชัยยาพรฯ ลักษณะของการจัดงานรื่นเริงฉลองขึ้นบ้านใหม่นี้ มีการตั้งเวทีหมอลำบนนถนนในหมู่บ้านตรงหน้าบ้านงาน และมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนด้วยอาหารหลากหลายชนิดทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ ร่ำสุรายาบาลกันท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ทั้งแขกผู้มีเกียรติและเจ้าภาพก็สลับกันขึ้นไปร้องเพลงและร้องหมอลำกันบนเวทีไม่มีขาดช่วง ประมาณ 23:30 น. จึงได้ขอตัวกลับมาโรงแรมที่พัก หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้อ่านรายงานของ นศ.จนครบทุกเล่มก่อนเข้านอนเพื่อที่จะต้องวิจารณ์และให้คำแนะนำในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น
อากาศที่จังหวัดยโสธรในสัปดาห์นี้ถือได้ว่ามีอากาศที่หนาวเย็น แต่ว่าเป็นอากาศที่ชอบเป็นการส่วนตัว จึงเลือกที่จะไม่เปิดเครื่องปรับอากาศของห้องพัก ใช้วิธีการเปิดหน้าต่างรับความสดชื่นของอากาศที่หนาวเย็นแทน หลังจากที่เข้านอนประมาณ 02:00 น.ก็หลับสบายตลอดคืน ไปตื่นเอาเกือบ 07:00 น.ซึ่งถือว่าตื่นสายกว่าปกติที่เคยตื่นเมื่อเดินทางมาที่นี่ จึงไม่ได้ออกไปเดินเพื่อออกกำลังในตอนเช้าเหมือนทุกครั้ง เพราะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเตรียมที่จะไปสอนให้ทันเวลา 08:00 น.ซึ่งวันนี้ใช้ห้องประชุมของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธรเป็นสถานที่เรียน โดยอาจารย์ผู้ประสานงาน (อาจารย์ปานแก้วฯ) ได้กรุณามารับที่โรงแรมเวลา 07:45 น.แวะรับประทานก๋วยจั๊บญวนหรือขนมเส้นเป็นอาหารเช้าที่ร้านตรงข้ามกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีรสชาดที่กลมกล่อมโดยไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม เพียงแต่เหยาะพริกไทยลงไปก็อร่อยเพียงพอแล้ว มื้อเช้านี้เลือกก๋วยจั๊บญวนหมูที่ใส่ทั้งหมูสับ หมูยอ และกุ้ง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางไปยังห้องเรียน เพื่อที่จะเริ่มการนำเสนอรายงานของ นศ.กลุ่มต่างๆ เรียงตามลำดับจำนวน 5 กลุ่ม
การนำเสนอรายงานของ นศ.กลุ่มต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดให้แต่ละกลุ่มกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่กลุ่ม นศ.เป็นผู้เลือกชุมชนที่ต้องการเอง โดยกำหนดให้มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้กรอบแนวคิดและทฤษฎีของการพัฒนาและการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ได้รับการฟังบรรยายและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมมาแล้ว นำมาบูรณาการในลักษณะของสหวิทยาการในสาขาวิชาต่างๆ ในเชิงปฏิบัติเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจทั้งในแนวคิดและทฤษฎี รวมทั้งขั้นตอนของกระบวนการในการกำหนดยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งนี้ นศ.รุ่น 3 นี้ จะมีระยะเวลาในการจัดทำรายงานที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ผ่านการเรียนการสอนมาแล้ว เพราะทางมหาวิทยาลัยและโครงการได้มีการเว้นช่วงของระยะเวลาในการเรียนการสอนในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงทำให้ นศ.มีเวลามากว่าปกติประมาณ 2 สัปดาห์ มีข้อสังเกตว่ามี นศ.ที่ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสารด้วยอินเตอร์เน็ตในสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวน นศ.ทั้งหมด จึงทำให้ผลของการทำรายงานมีความสมบูรณ์แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มที่มีการสอบถามข้อสงสัยจากอาจารย์กับกลุ่มที่มิได้มีการหารือด้วยช่องทางที่ได้เปิดไว้ให้
นักศึกษาอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์และความสำคัญของการใช้อินเตอร์เน็ต เมื่อต้องศึกษาในระดับนี้และศึกษาในหลักสูตรที่มีการออกแบบไว้ในลักษณะนี้ ซึ่งได้พยายามชี้แนะและจูงใจให้เข้ามาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อลดข้อจำกัดต่างๆ ของการเรียนการสอน ตลอดจนการก้าวให้ทันโลกในยุคของข้อมูลข่าวสาร เพราะนอกจากประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารแล้วยังสามารถใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนได้สะดวกขึ้นด้วย ก็นับว่าเป็นปัญหาของ นศ.ในการเปิดรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ไม่น้อย ตราบใดที่ นศ.ยังไม่เปิดรับเทคโนโลยีนี้ก็เท่ากับว่าปิดตัวเองกับโลกยุคใหม่และอาจจะถึงขั้นตกยุคไปในที่สุด มีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ส่ง file ของรายงานที่ทำเสร็จแล้วมาให้ตรวจและขอคำแนะนำ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีข้อขัดข้องในการแนบ file งานมากับอีเมล์ แต่ก็ยังได้หารือกันทางโทรศัพท์บ้างในบางส่วน ที่เหลืออีก 3 กลุ่มไม่มีการติดต่อใดๆ เลย จึงเป็นเรื่องที่จะต้องปรับแก้ไขสำหรับ นศ.ในหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์ผู้ประสานงานที่จะต้องช่วยให้นักศึกษาได้เข้ามาใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารและค้นคว้าหาความรู้ เพื่อต้องการให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลและมีผลสัมฤทธิ์ของคุณภาพทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ว่างเว้นจากการเรียนกันมานานพอสมควร ทำให้ต้องใช้กลยุทธ์ในการเรียนการสอนเพื่อต้องการให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ และเขียนอธิบายเป็น จากประสบการณ์ในการสอนนักเรียนและนักศึกษามาเกือบ 30 ปี พบว่าส่วนใหญ่จะขาดทักษะทั้งในการอ่าน การพูด (อธิบาย) การคิด (วิเคราะห์) และการเขียน ซึ่งทุกอย่างจะมีความสัมพันธ์กัน จึงได้พยายามสอดแทรกให้มีการฝึกทักษะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาในการเรียนการสอน แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เรียนด้วยเช่นกันว่ามีความพร้อมและมีความตั้งใจที่จะฝึกเพื่อพัฒนาตนเองหรือไม่ ยิ่งถ้าอาจารย์ผู้สอนละเลยทักษะเหล่านี้ไปด้วยแล้ว คุณภาพของบัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับต่างๆ คงน่าเป็นห่วงและยากที่จะแก้ไขได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะพัฒนาตนเองด้วยการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น จะต้องมีความตระหนักและมีความตั้งใจอย่างสูงที่จะพัฒนาทักษะของตนเองในเรื่องการอ่าน การพูด (อธิบาย) การคิด (วิเคราะห์) และการเขียนอยู่เสมอ อย่างน้อยขอให้เริ่มต้นด้วยการอ่านให้มากๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะในด้านอื่นๆ ต่อไป เมื่อเราเริ่มต้นด้วยการอ่านก็เท่ากับว่าเราต้นเริ่มนับหนึ่ง และจะนับสอง สาม ต่อไปได้เรื่อยๆ
การนำเสนอรายงาน ได้วางแผนไว้ให้กลุ่มที่ 1 สามารถเริ่มนำเสนอได้ในเวลา 09:00 น. และจะใช้เวลาในการนำเสนอกลุ่มละ 20 นาที ตอบข้อซักถามอีก 10 นาที รวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละกลุ่ม 30 นาที จำนวน 5 กลุ่ม รวมเวลาทั้งสิ้น 2 ชม. 30 นาที จะนำเสนอเสร็จสิ้นในเวลา 11:30 น. เมื่อปฏิบัติจริงสามารถเริ่มได้ในเวลา 09:40 นาที ช้ากว่าที่ตกลงและวางแผนกันไว้ 40 นาที เมื่อรวมกับการยอมให้บางกลุ่มนำเสนอเกินเวลาไปบ้างโดยไม่ได้สั่งหยุด จึงต้องพักรับประทานอาหารกลางวันกันเมื่อเวลาเกือบ 13:00 น. น่าจะเป็นข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่นักศึกษาควรคำนึงถึงในเรื่องของการตรงต่อเวลา ซึ่งก็เป็นที่น่าชมเชยว่าส่วนใหญ่ของนักศึกษาสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับชีวิตการเป็นนักศึกษาอีกครั้งหนึ่งได้แล้ว ส่วนน้อยที่ยังต้องปรับตัวอยู่ก็คงจะต้องเร่งรัดขึ้นอีก เพราะเวลาในการศึกษาในหลักสูตรนี้เหลืออยู่อีกไม่มากนัก แม้จะยืนยันได้ว่าความเอาใจใส่และความห่วงใยจะมีอยู่ในตัวของอาจารย์ทุกท่าน แต่อาจารย์แต่ละท่านก็มีวิธีการในการดูแลนักศึกษาที่แตกต่างกันออกไป นักศึกษาจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ให้มาก เพื่อที่จะทำให้พวกเราทุกคนปฏิบัติตนได้ถูกต้อง และก้าวผ่านไปเป็นมหาบัณฑิตด้วยความภาคภูมิใจ
สำหรับการสอบที่เป็นการวัดผลในครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นข้อกำหนดของหลักสูตร นักศึกษาที่ได้ทุ่มเทเวลาในการมาเรียนด้วยการรับฟังการบรรยายและร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน รวมทั้งมีความใส่ใจที่จะค้นคว้าและหาความรู้เพิ่มเติม ย่อมจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ว่า แนวคิดและการวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในกรอบแนวคิดของตนเอง กระบวนการต่างๆ จะถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีทิศทางที่ควรจะเป็น ตามกรอบแนวคิดในการพัฒนาและการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ จะทำให้รู้ได้ว่าโครงการพัฒนาต่างๆ ที่รัฐนำมาใช้กับท้องถิ่น มีปัจจัยของความสำเร็จหรือมีผลกระทบต่อท้องถิ่นของตนเองอย่างไร เท่ากับว่าจุดมุ่งหมายที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้เป็น "นักยุทธศาสตร์ท้องถิ่น" ได้หยั่งรากลึกลงแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ได้มีโอกาสฝึกวิเคราะห์ด้วยข้อมูลและปัญหาจริง แม้ว่าจะอยู่ในรูปของการสอบและอยู่ในรูปแบบเชิงวิชาการก็ย่อมทำให้เกิดประโยชน์กับตัวผู้เรียน ที่จะต้องคิด วิเคราะห์ และแยกแยะประเด็นต่างๆ ในเชิงยุทธศาสตร์ได้เป็น วันนี้นักศึกษาอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมนัก แต่ถ้าหากมีสักครั้งที่จะต้องไปมีส่วนร่วมกับการกำหนดยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นในฐานะใดฐานะหนึ่ง วันนั้นอาจจะหวนมานึกถึงข้อสอบที่ทำในวันนี้ก็ได้ ขออวยพรให้ลูกศิษย์ทุกคนโชคดีและประสบความสำเร็จในการศึกษาทุกคน
...............................................................................................................................................................................................................................................................










จากนั้นได้เดินทางไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ของท่านปลัดชัยยาพรฯ ปลัด อบต.ทุ่งนางโอก หนึ่งใน นศ.รุ่น 3 ของศูนย์การเรียนรู้ จังหวัดยโสธร ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปจากอำเภอเมืองประมาณ 27 กม.ตามคำเชิญไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพียงแต่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากการบินไทยได้งดเที่ยวบินในตอนบ่าย จึงทำให้พลาดการชมหมอลำดั้งเดิมที่เจ้าภาพได้แจ้งข้อมูลให้ทราบว่าจะจัดให้มีขึ้นในวันดังกล่าวตอนหัวค่ำ แต่ก็ไม่เป็นไรยังได้ชมหมอลำซึ่งของบรรดาสาวน้อยวัยละอ่อน พร้อมกับได้เห็นความสามารถในการร้องหมอลำของปลัด อบต.หลายๆ ท่าน และความสนุกสนานรื่นเริงของชาวบ้านที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงของท่านปลัดชัยยาพรฯ ลักษณะของการจัดงานรื่นเริงฉลองขึ้นบ้านใหม่นี้ มีการตั้งเวทีหมอลำบนนถนนในหมู่บ้านตรงหน้าบ้านงาน และมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนด้วยอาหารหลากหลายชนิดทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ ร่ำสุรายาบาลกันท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ทั้งแขกผู้มีเกียรติและเจ้าภาพก็สลับกันขึ้นไปร้องเพลงและร้องหมอลำกันบนเวทีไม่มีขาดช่วง ประมาณ 23:30 น. จึงได้ขอตัวกลับมาโรงแรมที่พัก หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้อ่านรายงานของ นศ.จนครบทุกเล่มก่อนเข้านอนเพื่อที่จะต้องวิจารณ์และให้คำแนะนำในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น
อากาศที่จังหวัดยโสธรในสัปดาห์นี้ถือได้ว่ามีอากาศที่หนาวเย็น แต่ว่าเป็นอากาศที่ชอบเป็นการส่วนตัว จึงเลือกที่จะไม่เปิดเครื่องปรับอากาศของห้องพัก ใช้วิธีการเปิดหน้าต่างรับความสดชื่นของอากาศที่หนาวเย็นแทน หลังจากที่เข้านอนประมาณ 02:00 น.ก็หลับสบายตลอดคืน ไปตื่นเอาเกือบ 07:00 น.ซึ่งถือว่าตื่นสายกว่าปกติที่เคยตื่นเมื่อเดินทางมาที่นี่ จึงไม่ได้ออกไปเดินเพื่อออกกำลังในตอนเช้าเหมือนทุกครั้ง เพราะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเตรียมที่จะไปสอนให้ทันเวลา 08:00 น.ซึ่งวันนี้ใช้ห้องประชุมของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธรเป็นสถานที่เรียน โดยอาจารย์ผู้ประสานงาน (อาจารย์ปานแก้วฯ) ได้กรุณามารับที่โรงแรมเวลา 07:45 น.แวะรับประทานก๋วยจั๊บญวนหรือขนมเส้นเป็นอาหารเช้าที่ร้านตรงข้ามกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีรสชาดที่กลมกล่อมโดยไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม เพียงแต่เหยาะพริกไทยลงไปก็อร่อยเพียงพอแล้ว มื้อเช้านี้เลือกก๋วยจั๊บญวนหมูที่ใส่ทั้งหมูสับ หมูยอ และกุ้ง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางไปยังห้องเรียน เพื่อที่จะเริ่มการนำเสนอรายงานของ นศ.กลุ่มต่างๆ เรียงตามลำดับจำนวน 5 กลุ่ม
การนำเสนอรายงานของ นศ.กลุ่มต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดให้แต่ละกลุ่มกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนที่กลุ่ม นศ.เป็นผู้เลือกชุมชนที่ต้องการเอง โดยกำหนดให้มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้กรอบแนวคิดและทฤษฎีของการพัฒนาและการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ได้รับการฟังบรรยายและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมมาแล้ว นำมาบูรณาการในลักษณะของสหวิทยาการในสาขาวิชาต่างๆ ในเชิงปฏิบัติเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจทั้งในแนวคิดและทฤษฎี รวมทั้งขั้นตอนของกระบวนการในการกำหนดยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งนี้ นศ.รุ่น 3 นี้ จะมีระยะเวลาในการจัดทำรายงานที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ผ่านการเรียนการสอนมาแล้ว เพราะทางมหาวิทยาลัยและโครงการได้มีการเว้นช่วงของระยะเวลาในการเรียนการสอนในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงทำให้ นศ.มีเวลามากว่าปกติประมาณ 2 สัปดาห์ มีข้อสังเกตว่ามี นศ.ที่ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสารด้วยอินเตอร์เน็ตในสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวน นศ.ทั้งหมด จึงทำให้ผลของการทำรายงานมีความสมบูรณ์แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มที่มีการสอบถามข้อสงสัยจากอาจารย์กับกลุ่มที่มิได้มีการหารือด้วยช่องทางที่ได้เปิดไว้ให้
นักศึกษาอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์และความสำคัญของการใช้อินเตอร์เน็ต เมื่อต้องศึกษาในระดับนี้และศึกษาในหลักสูตรที่มีการออกแบบไว้ในลักษณะนี้ ซึ่งได้พยายามชี้แนะและจูงใจให้เข้ามาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อลดข้อจำกัดต่างๆ ของการเรียนการสอน ตลอดจนการก้าวให้ทันโลกในยุคของข้อมูลข่าวสาร เพราะนอกจากประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารแล้วยังสามารถใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนได้สะดวกขึ้นด้วย ก็นับว่าเป็นปัญหาของ นศ.ในการเปิดรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ไม่น้อย ตราบใดที่ นศ.ยังไม่เปิดรับเทคโนโลยีนี้ก็เท่ากับว่าปิดตัวเองกับโลกยุคใหม่และอาจจะถึงขั้นตกยุคไปในที่สุด มีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ส่ง file ของรายงานที่ทำเสร็จแล้วมาให้ตรวจและขอคำแนะนำ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีข้อขัดข้องในการแนบ file งานมากับอีเมล์ แต่ก็ยังได้หารือกันทางโทรศัพท์บ้างในบางส่วน ที่เหลืออีก 3 กลุ่มไม่มีการติดต่อใดๆ เลย จึงเป็นเรื่องที่จะต้องปรับแก้ไขสำหรับ นศ.ในหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งได้ขอความร่วมมือจากอาจารย์ผู้ประสานงานที่จะต้องช่วยให้นักศึกษาได้เข้ามาใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารและค้นคว้าหาความรู้ เพื่อต้องการให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลและมีผลสัมฤทธิ์ของคุณภาพทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ว่างเว้นจากการเรียนกันมานานพอสมควร ทำให้ต้องใช้กลยุทธ์ในการเรียนการสอนเพื่อต้องการให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ และเขียนอธิบายเป็น จากประสบการณ์ในการสอนนักเรียนและนักศึกษามาเกือบ 30 ปี พบว่าส่วนใหญ่จะขาดทักษะทั้งในการอ่าน การพูด (อธิบาย) การคิด (วิเคราะห์) และการเขียน ซึ่งทุกอย่างจะมีความสัมพันธ์กัน จึงได้พยายามสอดแทรกให้มีการฝึกทักษะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาในการเรียนการสอน แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เรียนด้วยเช่นกันว่ามีความพร้อมและมีความตั้งใจที่จะฝึกเพื่อพัฒนาตนเองหรือไม่ ยิ่งถ้าอาจารย์ผู้สอนละเลยทักษะเหล่านี้ไปด้วยแล้ว คุณภาพของบัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับต่างๆ คงน่าเป็นห่วงและยากที่จะแก้ไขได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะพัฒนาตนเองด้วยการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น จะต้องมีความตระหนักและมีความตั้งใจอย่างสูงที่จะพัฒนาทักษะของตนเองในเรื่องการอ่าน การพูด (อธิบาย) การคิด (วิเคราะห์) และการเขียนอยู่เสมอ อย่างน้อยขอให้เริ่มต้นด้วยการอ่านให้มากๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาทักษะในด้านอื่นๆ ต่อไป เมื่อเราเริ่มต้นด้วยการอ่านก็เท่ากับว่าเราต้นเริ่มนับหนึ่ง และจะนับสอง สาม ต่อไปได้เรื่อยๆ
การนำเสนอรายงาน ได้วางแผนไว้ให้กลุ่มที่ 1 สามารถเริ่มนำเสนอได้ในเวลา 09:00 น. และจะใช้เวลาในการนำเสนอกลุ่มละ 20 นาที ตอบข้อซักถามอีก 10 นาที รวมเวลาทั้งหมดที่ใช้ในแต่ละกลุ่ม 30 นาที จำนวน 5 กลุ่ม รวมเวลาทั้งสิ้น 2 ชม. 30 นาที จะนำเสนอเสร็จสิ้นในเวลา 11:30 น. เมื่อปฏิบัติจริงสามารถเริ่มได้ในเวลา 09:40 นาที ช้ากว่าที่ตกลงและวางแผนกันไว้ 40 นาที เมื่อรวมกับการยอมให้บางกลุ่มนำเสนอเกินเวลาไปบ้างโดยไม่ได้สั่งหยุด จึงต้องพักรับประทานอาหารกลางวันกันเมื่อเวลาเกือบ 13:00 น. น่าจะเป็นข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่นักศึกษาควรคำนึงถึงในเรื่องของการตรงต่อเวลา ซึ่งก็เป็นที่น่าชมเชยว่าส่วนใหญ่ของนักศึกษาสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับชีวิตการเป็นนักศึกษาอีกครั้งหนึ่งได้แล้ว ส่วนน้อยที่ยังต้องปรับตัวอยู่ก็คงจะต้องเร่งรัดขึ้นอีก เพราะเวลาในการศึกษาในหลักสูตรนี้เหลืออยู่อีกไม่มากนัก แม้จะยืนยันได้ว่าความเอาใจใส่และความห่วงใยจะมีอยู่ในตัวของอาจารย์ทุกท่าน แต่อาจารย์แต่ละท่านก็มีวิธีการในการดูแลนักศึกษาที่แตกต่างกันออกไป นักศึกษาจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี้ให้มาก เพื่อที่จะทำให้พวกเราทุกคนปฏิบัติตนได้ถูกต้อง และก้าวผ่านไปเป็นมหาบัณฑิตด้วยความภาคภูมิใจ
สำหรับการสอบที่เป็นการวัดผลในครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นข้อกำหนดของหลักสูตร นักศึกษาที่ได้ทุ่มเทเวลาในการมาเรียนด้วยการรับฟังการบรรยายและร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน รวมทั้งมีความใส่ใจที่จะค้นคว้าและหาความรู้เพิ่มเติม ย่อมจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ว่า แนวคิดและการวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในกรอบแนวคิดของตนเอง กระบวนการต่างๆ จะถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีทิศทางที่ควรจะเป็น ตามกรอบแนวคิดในการพัฒนาและการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ จะทำให้รู้ได้ว่าโครงการพัฒนาต่างๆ ที่รัฐนำมาใช้กับท้องถิ่น มีปัจจัยของความสำเร็จหรือมีผลกระทบต่อท้องถิ่นของตนเองอย่างไร เท่ากับว่าจุดมุ่งหมายที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้เป็น "นักยุทธศาสตร์ท้องถิ่น" ได้หยั่งรากลึกลงแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ได้มีโอกาสฝึกวิเคราะห์ด้วยข้อมูลและปัญหาจริง แม้ว่าจะอยู่ในรูปของการสอบและอยู่ในรูปแบบเชิงวิชาการก็ย่อมทำให้เกิดประโยชน์กับตัวผู้เรียน ที่จะต้องคิด วิเคราะห์ และแยกแยะประเด็นต่างๆ ในเชิงยุทธศาสตร์ได้เป็น วันนี้นักศึกษาอาจจะยังไม่เห็นประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมนัก แต่ถ้าหากมีสักครั้งที่จะต้องไปมีส่วนร่วมกับการกำหนดยุทธศาสตร์ของท้องถิ่นในฐานะใดฐานะหนึ่ง วันนั้นอาจจะหวนมานึกถึงข้อสอบที่ทำในวันนี้ก็ได้ ขออวยพรให้ลูกศิษย์ทุกคนโชคดีและประสบความสำเร็จในการศึกษาทุกคน
...............................................................................................................................................................................................................................................................










05 มกราคม 2552
"ฮีตสิบสอง" ประเพณี 12 เดือนแดนอีสาน
ปฏิทินสากลเดินทางเข้าสู่ปีใหม่อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านของรอบปี จากปีชวด - หนู 2551 เข้าสู่ปีฉลู - วัว 2552
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านในวงรอบเล็กลงมาอย่างการเปลี่ยนผ่านของแต่ละเดือนนั้น หลายประเทศอาจไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับชาวอีสานโบราณแล้วนี่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งชาวอีสานได้บ่มเพาะภูมิปัญญา ก่อกำเนิดเป็นประเพณีสำคัญๆขึ้นมาและได้ร่วมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยพวกเขาเรียกขานประเพณีเหล่านี้รวมกันว่า "ฮีตสิบสอง"
ฮีตสิบสอง หมายถึง จารีตประเพณีประจำสิบสองเดือน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านจะได้มาร่วมชุมนุมและทำบุญในทุกๆ เดือนของรอบปี และถือเป็นจรรยาของสังคม ผู้ที่ฝ่าฝืนก็จะเป็นผู้ที่ ผิดฮีต หรือ ผิดจารีต นั่นเอง (หลายครั้ง ฮีตสิบสอง มักจะกล่าวควบคู่ "คลองสิบสี่" (คองสิบสี่) ที่เป็นดังแบบแผนหรือแนวทางดำเนินชีวิต(คลอง=ครรลอง) แต่จะมุ่งเน้นไปทางศีลธรรมมากกว่าด้านอาชีพ)
สำหรับประเพณีหลักๆ 12 เดือนตามฮีตสิบสองของชาวอีสานโบราณนั้นประกอบด้วย
เดือนเจียง (เดือนอ้าย) มีการประกอบพิธีบุญเข้ากรรม ซึ่งเป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ชาวบ้านก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ
เดือนยี่ ในฤดูหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน โดยนิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะมีการทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน
เดือนสาม ในมื้อเพ็ง หรือวันเพ็ญเดือนสาม จะมีการทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่จะเริ่มตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อยนำไปจี่บนไฟอ่อนแล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไปถวายพระ
เดือนสี่ ทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระ ซึ่งเรียกว่า "กัณฑ์หลอน" หรือถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็จะเรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจงหรือไม่
เดือนห้า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หรือบุญสรงน้ำ หรือบุญเดือนห้า ซึ่งมีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า และถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่ไทย การสรงน้ำจะมีทั้งการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอมเพื่อขอขมาและขอพร ตลอดจนมีการทำบุญถวายทาน
เดือนหก ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเป็นการขอฝน พร้อมกับงานบวชนาค ซึ่งการทำบุญเดือนหกถือเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยง เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ ด้วยความสนุกสนาน คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่จะไม่คิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีที่จังหวัดยโสธร ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็นมีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ
เดือนเจ็ด ทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ
เดือนแปด ทำบุญเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง ลักษณะการจัดงานจึงคล้ายกับทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาและเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเป็นที่จังหวัดอุบลราชธานี
เดือนเก้า ประเพณีทำบุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาจจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้ และกล่าว เชิญวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน การทำบุญข้าวประดับดิน นิยมทำกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้า
เดือนสิบ ประเพณีทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญ เดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วจะมีการฟังเทศน์ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ผู้ตาย
เดือนสิบเอ็ด ประเพณีทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนจะมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง และมีหลายจังหวัดที่จัดงานแห่ปราสาทผึ้งขึ้น แต่ที่นับว่าเป็นต้นตำรับและมีความยิ่งใหญ่กว่าที่ใด ก็คือ จังหวัดสกลนคร
และเดือนสิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่า ซึ่งจะมีการทำบุญกองกฐิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม หนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานในสมัยก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกันตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค บางแห่งจะมีการทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร มีการจุดพลุตะไล และบางแห่งจะมีการทำบุญโกนจุกลูกสาว ซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน
ประเพณีทั้งสิบสองเดือน ชาวอีสานโบราณถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือนสิบสอง ใครที่ไม่ไปช่วยงานบุญก็จะถูกสังคมตั้งข้อรังเกียจ และไม่คบค้าสมาคมด้วย การร่วมประชุมทำบุญเป็นประจำทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมรักใคร่และสามัคคีกัน ทั้งภายในหมู่บ้านของตนและในหมู่บ้านใกล้เคียง
สำหรับวันนี้ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเพณี 12 เดือนหลายอย่างของชาวอีสานเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ในขณะที่บางประเพณีก็เริ่มสูญหาย ซึ่งหากประเพณีเหล่านี้ไม่มีการสืบต่อหรือไม่มีการอนุรักษ์ไว้ บางทีในอนาคตเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักประเพณีอันดีงามอย่าง "ฮีตสิบสอง" ก็เป็นได้
นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว ในฐานะที่อาจารย์กำลังสร้างให้ท่านเป็นนักยุทธศาสตร์ท้องถิ่น ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร และมีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อย่างไร ถ้าเราจะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามอย่าง "ฮีตสิบสอง" นี้ไว้ให้ยั่งยืนสืบไป
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านในวงรอบเล็กลงมาอย่างการเปลี่ยนผ่านของแต่ละเดือนนั้น หลายประเทศอาจไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับชาวอีสานโบราณแล้วนี่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งชาวอีสานได้บ่มเพาะภูมิปัญญา ก่อกำเนิดเป็นประเพณีสำคัญๆขึ้นมาและได้ร่วมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยพวกเขาเรียกขานประเพณีเหล่านี้รวมกันว่า "ฮีตสิบสอง"
ฮีตสิบสอง หมายถึง จารีตประเพณีประจำสิบสองเดือน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านจะได้มาร่วมชุมนุมและทำบุญในทุกๆ เดือนของรอบปี และถือเป็นจรรยาของสังคม ผู้ที่ฝ่าฝืนก็จะเป็นผู้ที่ ผิดฮีต หรือ ผิดจารีต นั่นเอง (หลายครั้ง ฮีตสิบสอง มักจะกล่าวควบคู่ "คลองสิบสี่" (คองสิบสี่) ที่เป็นดังแบบแผนหรือแนวทางดำเนินชีวิต(คลอง=ครรลอง) แต่จะมุ่งเน้นไปทางศีลธรรมมากกว่าด้านอาชีพ)
สำหรับประเพณีหลักๆ 12 เดือนตามฮีตสิบสองของชาวอีสานโบราณนั้นประกอบด้วย
เดือนเจียง (เดือนอ้าย) มีการประกอบพิธีบุญเข้ากรรม ซึ่งเป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ชาวบ้านก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ
เดือนยี่ ในฤดูหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน โดยนิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะมีการทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน
เดือนสาม ในมื้อเพ็ง หรือวันเพ็ญเดือนสาม จะมีการทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่จะเริ่มตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อยนำไปจี่บนไฟอ่อนแล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไปถวายพระ
เดือนสี่ ทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระ ซึ่งเรียกว่า "กัณฑ์หลอน" หรือถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็จะเรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจงหรือไม่
เดือนห้า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หรือบุญสรงน้ำ หรือบุญเดือนห้า ซึ่งมีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า และถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่ไทย การสรงน้ำจะมีทั้งการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอมเพื่อขอขมาและขอพร ตลอดจนมีการทำบุญถวายทาน
เดือนหก ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเป็นการขอฝน พร้อมกับงานบวชนาค ซึ่งการทำบุญเดือนหกถือเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยง เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ ด้วยความสนุกสนาน คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่จะไม่คิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีที่จังหวัดยโสธร ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็นมีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ
เดือนเจ็ด ทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ
เดือนแปด ทำบุญเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง ลักษณะการจัดงานจึงคล้ายกับทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาและเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเป็นที่จังหวัดอุบลราชธานี
เดือนเก้า ประเพณีทำบุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาจจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้ และกล่าว เชิญวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน การทำบุญข้าวประดับดิน นิยมทำกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้า
เดือนสิบ ประเพณีทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญ เดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วจะมีการฟังเทศน์ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ผู้ตาย
เดือนสิบเอ็ด ประเพณีทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนจะมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง และมีหลายจังหวัดที่จัดงานแห่ปราสาทผึ้งขึ้น แต่ที่นับว่าเป็นต้นตำรับและมีความยิ่งใหญ่กว่าที่ใด ก็คือ จังหวัดสกลนคร
และเดือนสิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่า ซึ่งจะมีการทำบุญกองกฐิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม หนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานในสมัยก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกันตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค บางแห่งจะมีการทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร มีการจุดพลุตะไล และบางแห่งจะมีการทำบุญโกนจุกลูกสาว ซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน
ประเพณีทั้งสิบสองเดือน ชาวอีสานโบราณถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือนสิบสอง ใครที่ไม่ไปช่วยงานบุญก็จะถูกสังคมตั้งข้อรังเกียจ และไม่คบค้าสมาคมด้วย การร่วมประชุมทำบุญเป็นประจำทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมรักใคร่และสามัคคีกัน ทั้งภายในหมู่บ้านของตนและในหมู่บ้านใกล้เคียง
สำหรับวันนี้ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเพณี 12 เดือนหลายอย่างของชาวอีสานเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ในขณะที่บางประเพณีก็เริ่มสูญหาย ซึ่งหากประเพณีเหล่านี้ไม่มีการสืบต่อหรือไม่มีการอนุรักษ์ไว้ บางทีในอนาคตเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักประเพณีอันดีงามอย่าง "ฮีตสิบสอง" ก็เป็นได้
นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว ในฐานะที่อาจารย์กำลังสร้างให้ท่านเป็นนักยุทธศาสตร์ท้องถิ่น ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร และมีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อย่างไร ถ้าเราจะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามอย่าง "ฮีตสิบสอง" นี้ไว้ให้ยั่งยืนสืบไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
